วันอาทิตย์, 22 พฤษภาคม 2565

โหราศาสตร์กับชีวิตประจําวัน

โหราศาสตร์กับชีวิตประจําวัน

เรา คนเราเกิดมาในโลกนี้ แม้เกิดวัน-เดือน-ปี เดียวกัน แต่วิถีชีวิตช่างแตกต่างกัน เสียราวฟ้ากับดิน บางคนเกิดมาก็คาบช้อนเงินช้อนทองออกมาเลยก็ว่าได้ เพราะพ่อแม่เป็น ราชามหาเศรษฐีผู้มีอันจะกิน อีกมุมหนึ่งพอเกิดมาก็พบกับความยากจน พ่อแม่ไม่มีแม้ผ้า อ้อมผืนเท่าฝ่ามือจะรองรับทารก ดีไม่ดีซ้ําร้ายเกิดมาพบแต่พ่อส่วนแม่ตายหรือพบแต่แม่ หาพ่อไม่ได้ หรือไม่พบแม้กระทั่งหน้าพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้า คงนอนเฝ้าเป็นเจ้าของโรง พยาบาลตั้งแต่ลืมตาดูโลกเลยก็มี

บางคนเกิดมาในตระกูลราชามหาเศรษฐีก็จริง พอเจริญวัยเป็นหนุ่มเป็นสาวตรงกันข้าม แทนที่จะมีความสุขสบายไร้โรคาพยาธิ นั่งกินนอนกิน เช่น พ่อ แม่ ของตนแต่กลับตรง กันข้าม พ่อแม่แบ่งสมบัติให้พอได้คู่ครองเกิดล้างผลาญมรดกเสียเกลี้ยง จากสภาวะเศรษฐี เป็นยาจกวณิพกก็มากมายอีกมุมหนึ่งของชีวิต คนเกิดมาแม้พ่อแม่จะยากจน แต่มีความ มานะพยายาม เกิดในฤกษ์งามยามดี มีวาสนา พอเป็นหนุ่มเป็นสาว กลับไปได้เป็นเขยลูก สะใภ้ราชามหาเศรษฐีหรือทําการค้าขาย ทําราชการ ปะเหมาะเคราะห์มาวาสนาส่งเสริม ร่ํารวยวันมั่งมีคืน เป็นเศรษฐีมีทรัพย์ก็มากราย

เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนี้?

คําตอบหรือครับ? โลกเรานี้พระท่านสอนว่า “อนิจจัง” เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน คนเรามีชีวิตอยู่ย่อมขึ้นต่อกรรม “ทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว” แต่ข้อที่เราทุกคนไม่ควรมอง ข้ามก็คือ “โชควาสนา”

คนเราเกิดมาบ้างก็รูปสวย ร่ํารวยเสน่ห์ ใครเห็นใครรักขออุ้มชูอุปถัมภ์ มีที่ให้พํานัก พึ่งอาศัย บ้างก็รูปร่างอัปลักษณ์ คือรูปชั่วตัวดํา ใครเห็นแม้ไม่เคยทําอะไรเขาเลยก็กลับ รังเกียจเดียดฉันท์ ไม่มีใครเขาเมตตาสงสาร เห็นเป็นคล้ายกับว่า เกิดมาต่างโลกต่างกําพืด เขาเสียเหลือเกิน

นี่แหละครับ! ชีวิตของคนเราจึงหนี เวรทํากรรมแต่งไม่พ้น – วิชาโหราศาสตร์ เป็น ศาสตร์ (Science) อย่างหนึ่ง ที่มีมาคู่กับมนุษย์ชาติแต่ โบราณกาลแล้ว ชาวบ้านเรียกกันง่ายๆว่า “หมอดู” ไงล่ะ พระราชามหากษัตริย์ของไทย เราพระองค์ก็ทรงมีตําแหน่งหมอดู ไว้เป็นคู่บัลลังก์คือ ตําแหน่ง “โหราธิบดี” ไว้เป็นที่ ปรึกษาวางฤกษ์ยามเพื่อจะดําเนินข้อราชการทั่วไปทั้งภายในและภายนอกเช่นพระราชพิธีต่างๆ และการพิชัยสงคราม อันมีการยกทัพจับศึกเหนือเสือใต้ตําแหน่งหมอดู จึงอยู่ใกล้ชิดกับ ราชบัลลังก์มากทีเดียวภาษาชาวบ้านเรียกตําแหน่งนี้ว่า “โหรหลวง”

หมอดูเชื่อถือได้อย่างไร?

ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า “หมอดู” ถ้าไม่จริงก็ต้องคู่กับหมอเดานั่นเอง

ถ้าคนคิดที่จะเป็นหมอดู ก็ต้องศึกษาแสวงหาความรู้ทางนี้อย่างถ่องแท้อย่าให้ใคร เขาประณามได้ว่าเป็นหมอเดากันเลย มีคนส่วนมากไม่มีทางทํามาหากินก็คิดตั้งตัวเป็น หมอดูเอาง่ายๆ ใครมาให้ทายกทายไปอย่างนั้นเอง คนเรามันหลายรายก็ย่อมมีทายถูกบ้าง ผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่คนที่ไม่รู้จริงแล้วคนทายก็มักใช้วิธีเอามากกว่าดูทีเดียว ดังนั้นจะ เห็นกันอยู่ตรงท้องสนามหลวงหรือเดินเตร่หาทายโชคชาตาตามบ้าน สถานที่ราชการทั่วๆไป

จึงใคร่ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า วิชาโหราศาสตร์ มิใช่จะมีแต่ในเมืองไทย เท่านั้นเห็นจะมีเกือบทั่วโลก ทุกชาติทุกภาษารู้และมีหมอดูของตัวเอง แบบเมืองไทยเรา เหมือนกัน

. แต่ศาสตร์แขนงนี้ ถ้าสืบประวัติก็จะเห็นได้ว่า แม้สมัยพระพุทธเจ้าคือกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้วโน้น ศาสตร์นี้เป็นที่แพร่หลายในหมู่วรรณะ “พราหมณ์” เพราะพราหมณ์ถือว่า พวกตนเป็นสื่อหรือตัวแทนของเทพเจ้าในท้องฟ้าบนสรวงสวรรค์หรือดินฟ้าทั้งปวง วรรณะ กษัตริย์มักจะตั้งพวกพราหมณ์เป็นที่ปรึกษาราชการ เรียกตําแหน่งนี้ว่า “ปุโรหิต”

เพื่อให้สมอ้างข้อที่ว่า วิชาหมอดูเชื่อถือได้อย่างไร จึงใคร่ขอนําเอาประวัติโหรหลวง ที่มีชื่อเสียงดีที่สุดในประวัติศาสตร์-พงศาวดารไทยคือ พระโหราธิบดีในสมัยสมเด็จ พระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา มาเล่าสู่กันฟัง ดังต่อไปนี้